ผลไม้ล้างสารพิษ

การรับประทานอาหารบางครั้งก็มีทั้งประโยชน์และโทษ
แล้วถ้าเกิดร่างกายได้รับสารพิษ ควรจะทำอย่างไร ?

วันนี้มีเกร็ดความรู้เกี่ยวกับผลไม้ที่สามารถล้างสารพิษออกจากร่างกายมาฝากกันค่ะ

ผลไม้ล้างสารพิษ หนึ่งทางเลือกที่ดีๆสำหรับคนรักสุขภาพ

คุณรู้หรือไม่ว่า…..

“บางครั้งอาหารที่เรารับประทานเข้าไปอาจมีสารพิษตกค้าง!!”

“หากสารพิษสะสมในร่างกายในปริมาณสูงจะส่งผลให้เกิดโรคต่างๆ ตามมา!!”

การหันมาเลือกรับประทานสิ่งมีประโยชน์อย่าง “ผลไม้” จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยล้างสารพิษใน ตับ ไต ลำไส้ ผิวหนัง ได้ อีกทั้งยังช่วยป้องกันการจับตัวของสารพิษ รวมถึงช่วยขับของเสีย ซึ่งสารพิษต่างๆ ที่สะสมอยู่ในร่างกายอาจมาจากควันพิษในอากาศ สารเจือปนในอาหาร อย่างสีผสมอาหาร สารกันเสีย ยาฆ่าแมลงได้เช่นกัน….

เรามาดูกันว่าผลไม้แต่ละชนิดจะมีคุณสมบัติในการขับสารพิษอย่างไรกันบ้าง!!!


ชนิดแรกคือ “แอปเปิ้ล” ผลไม้ที่ดีที่สุดสำหรับการขจัดของเสียออกจากร่างกาย แอปเปิ้ลมีสารสำคัญหลายชนิด เช่น เบตาแคโรทีน วิตามินซี และเส้นใยไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำที่ชื่อเพคทิน ซึ่งสารนี้จะช่วยกำจัดสารพิษทั้งยังป้องกันไม่ให้โปรตีนในลำไส้เกิดการบูดเน่า แอปเปิ้ลยังมีเส้นใยมาก ซึ่งจะทำหน้าที่ทำความสะอาดลำไส้ ช่วยให้ตับและระบบย่อยทำงานได้ดี การรับประทานแอปเปิ้ลที่ดีควรล้างให้สะอาดโดยไม่ปอกเปลือกเพราะจะทำให้ไม่เสียคุณค่าทางโภชนาการไป

ชนิดต่อมาเป็น แตงโม มีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ดังนั้นจึงช่วยฟอกล้างไตได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังใช้รักษาแผลในกระเพาะอาหาร ลดความดันโลหิต และทำให้สบายท้อง แตงโม เป็นผลไม้ฉ่ำน้ำ มีความเย็น รสหวาน รับประทานเป็นผลไม้แก้กระหายคลายร้อนได้อย่างดี หรือดื่มเป็นน้ำผลไม้เพื่อสุขภาพ น้ำแตงโม ยังช่วยทำให้ร่างกายขับปัสสาวะได้ดี จึงมีผลช่วยล้างไต ล้างกระเพาะปัสสาวะ ไม่ให้ร่างกายมีการสะสมกรดยูริค อันเป็นสาเหตุของการเกิดโรคไขข้อ โรคเกาต์

ถัดมาได้แก่ องุ่น มีฤทธิ์เป็นสารฟอกล้างสำหรับผิวหนัง ตับ ลำไส้ และไตโดยเฉพาะ เนื่องจากองุ่นมีคุณสมบัติรักษาน้ำมูกที่ออกมาจากเยื่อเมือกต่างๆในร่างกายองุ่นยังให้พลังงานสูงและนำไปใช้ได้ง่าย อุดมด้วยเกลือแร่ ดังนั้นจึงช่วยบำรุงเลือดและซ่อมสร้างเซลล์ในร่างกาย การรับประทานองุ่นเป็นประจำ จะมีส่วนช่วยในการบำรุงสมอง บำรุงหัวใจ แก้กระหาย ขับปัสสาวะ บำรุงกำลัง คนที่ร่างกายผอมแห้งแรงน้อย แก่ก่อนวัย ไม่มีเรี่ยวแรง ถ้ารับประทานองุ่นเป็นประจำ จะช่วยเสริมทำให้ร่างกายค่อยๆแข็งแรงขึ้นได้

สัปปะรด จัดเป็นผลไม้อมเปรี้ยวอมหวานอีกชนิดหนึ่งที่สามารถล้างสารพิษได้และยังสามารถนำไปทำอาหารทั้งคาวและหวานได้หลายชนิด ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายมากมาย สัปปะรดมีเอนไซม์โบรมีลินสูง เอนไซม์นี้ช่วยทำให้ของเสียที่เป็นโปรตีนแตกตัวได้เร็วขึ้น เชื่อกันว่าสัปปะรดช่วยรักษาอาการอักเสบในทางเดินอาหาร ช่วยในการซ่อมแซมส่วนต่างๆที่สึกหรอ ช่วยการทำงานของต่อมไร้ท่อ กำจัดน้ำมูก ย่อยอาหาร ขับเหงื่อ บำรุงกำลัง

 


ส่วน มะละกอและมะม่วง ทั้งสองอย่างนี้มีลักษณะคล้ายกัน ผลไม้ทั้งสองชนิดมีเอนไซม์ชื่อว่าพาเพน ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับน้ำย่อยเพปซินในกระเพาะอาหาร จึงช่วยทำให้ของเสียที่เป็นโปรตีนแตกตัวได้เร็วขึ้น ช่วยทำความสะอาดลำไส้และช่วยย่อยอาหาร เชื่อกันว่ามะละกอยังช่วยลดอาการซึมเศร้าได้อีกด้วย

ชนิดสุดท้าย อะโวคาโด เราอาจยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก แต่ปัจจุบันสามารถหาซื้ออะโวคาโดได้จากตลาดทั่วไป ในอะโวคาโดมีสารกลูตาไทโอน ที่สามารถช่วยลดคอเลสเตอรอลและป้องกันหลอดเลือดอุดตัน ทำให้หลอดเลือดมีความยืดหยุ่น ทั้งช่วยจับสารพิษที่เป็นตัวก่อให้เกิดมะเร็งกว่า 30 ชนิด และขณะเดียวกันก็ช่วยให้ตับกำจัดของเสียจำพวกสารเคมีและโลหะหนัก การรับประทานอะโวคาโดสามารถทานได้สดๆหรือนำมาดัดแปลงทำเป็นสลัดอะโวคาโดเพื่อเปลี่ยนรสชาติในการรับประทานได้ดีอีกทางหนึ่งด้วย

ไม่เพียงแค่ผลไม้ 6 ชนิดนี้เท่านั้น ยังมีผักและผลไม้อีกมากมายหลายชนิดที่มีคุณประโยชน์ อยู่ที่เราจะเลือกรับประทานอย่างไรเพื่อให้ได้คุณค่ามากที่สุด หันมารับประทานผัก ผลไม้ กันเยอะๆนะคะ นอกจากจะป้องกันโรคภัยไข้เจ็บได้แล้วยังช่วยบำรุงอวัยวะต่างๆให้อยู่กับเราไปอีกนานแสนนานค่ะ

 

ร้อนจัด ระวังโรคหวัดแดด

หวัดแดด

ร้อนจัด ระวังโรคหวัดแดด (e-magazine)

ช่วงนี้อากาศนั้น ร้อนแสนร้อน ชนิดที่ว่าเมืองไทยแทบจะเดือดกันเลยทีเดียว อยากจะจับประเทศไปแช่ช่องฟรีชกันให้รู้แล้วรู้รอด

แล้วอากาศร้อนแบบนี้ ใครว่าจะไม่มีพิษมีภัย นอกจากจะอันตรายต่อผิวที่โดนแผดเผาแล้ว เผลอ ๆ อาจจะพาเราใกล้ชิดกับโรคหวัดแดดเสียด้วย

เพราะอุณหภูมิ และแสงแดดที่ร้อนแรงมาก อาจทำให้ร่างกายมีอาการเพลียแดดไปตาม ๆ กัน แม้จะพยายามดื่มน้ำหรือเป่าลมกันแล้ว ดูเหมือนเจ้าความร้อนในร่างกายเราดูไม่ยอมลดลงไปด้วย แต่ดูท่าจะสะสมในร่างกายเหมือนคนจะเป็นไข้ ยิ่งคนที่ทำงานท่ามกลางแดดร้อนต้องระวัง ไม่ควรดื่มน้ำเย็นทันทีเพื่อดับร้อน ควรใช้เป็นน้ำขวดที่ไม่แช่เย็นจะดีกว่า และพยายามใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดหน้าตาก็จะช่วยบรรเทาได้ค่ะ

สำหรับคนทำงานในอาคารที่มีเครื่องปรับอากาศเย็นสบาย ก็ไม่ควรนิ่งนอนใจนัก เพราะเมื่อออกนอกอาคารก็จะปะทะกับอากาศและลมร้อน จะทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ทัน เป็นเหตุให้มีอาการเหมือนจะเป็นไข้ได้เช่นกัน ที่แม้ดูแล้วไม่น่าหนักหนาอะไรแต่ก็ไม่ยอมหายซักที ทำให้บั่นทอนประสิทธิภาพของร่างกายเรา ยิ่งร่างกายอ่อนแอลงภูมิต้านทานต่าง ๆ จะลดลง โอกาสติดโรคหรือติดเชื้อต่าง ๆ จะเพิ่มมากขึ้น กินยาลดไข้แล้วไม่หายซักที

หวัดแดด

อาการของโรคหวัดแดด

ลองสังเกตดูนะคะ สำหรับใครที่ไปตากแดดตากลมร้อนมา แล้วมีอาการเหล่านี้หรือไม่

1. มีอาการไข้รุม ๆ ริมฝีปากแห้งแข็ง (แต่ไม่แตกลอกเหมือนหน้าหนาวนะคะ)

2. ปากคอแห้ง แสบคอ (ไม่ใช่เจ็บคอนะคะ)

3. ปวดศีรษะ (แบบรำคาญ) แต่บางท่านที่ร้อนจัด อาจจะรู้สึกคล้ายถูกกระตุก

4. การรับรู้รสอาหาร หรือการทานอาหารแล้วรู้สึกขมปาก ดูไม่อร่อยกับอาหารที่ทาน เหมือนเบื่ออาหาร

5. กลางคืนนอนไม่ค่อยหลับ (หลับ ๆ ตื่น ๆ)

6. รู้สึกว่าระบบขับถ่ายไม่ปกติ ถ่ายยากขึ้น ไม่เป็นเวลา กะปริบกะปรอย เวลาเบาจะรู้สึกมีความร้อนสูงตามมาด้วย

7. บางคนที่มีร่างกายเป็นธาตุเย็น ความร้อนจะสะสมจนรู้สึกปวดแสบกระบอกตา เหมือนน้ำตาแห้ง อันนี้ต้องระวังค่ะ แสดงว่าความร้อนเริ่มสะสมมากขึ้น จนร่างกายเริ่มไม่ไหวแล้ว เพราะคนที่ธาตุเย็นจะเริ่มรู้สึกตอนที่เป็นมาก ซึ่งที่จริงแล้วจะเรียกว่าเป็นไข้ก็ไม่เชิง เพราะจะไม่มีอาการไข้สูงแบบเป็นไข้ คือร่างกายดูเหมือนหรือคล้ายปกติ แต่ความคล่องตัวดูถดถอย ปวดเมื่อย เนือย ๆ อยากนอน ซึ่งทางแพทย์แผนจีนเรียกว่า “พิษความร้อนสะสม” หรือมีการสะสมความร้อน ที่ร่างกายระบายได้ไม่หมด

หวัดแดด

บางครั้ง ผู้มีอาการหวัดแดดมักสับสนระหว่างอาการ “ไข้หวัด” กับ “หวัดแดด” ซึ่งจะมีอาการที่คล้ายคลึงกันเป็นอย่างมาก กล่าวคือ มีอาการปวดศีรษะ มีไข้ อ่อนเพลีย เหมือนกัน แต่ไข้หวัดจะมีอาการ น้ำมูกไหล ไอ มีเสมหะ เพิ่มเข้ามา ซึ่งอาจเกิดจากเชื้อไวรัส การตากฝน หรือสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงฉับพลัน ในขณะที่หวัดแดดจะมีอาการตาแดง เนื้อตัวร้อน มีสาเหตุจากการตากแดดเป็นเวลานาน การเปลี่ยนอุณหภูมิฉับพลันของกิจวัตรประจำวัน เป็นต้น

อาการหวัดแดด แม้จะไม่ใช่อาการที่รุนแรง แต่การสะสมพิษร้อนชื้นไว้ในร่างกายเป็นเวลานาน ย่อมส่งผลต่ออวัยวะภายในโดยเฉพาะม้ามและกระเพาะอาหาร ดังนั้นเราควรใส่ใจสุขภาพของตนเอง สังเกตอาการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะในขณะนี้โลกเรากำลังเผชิญกับ “ภาวะโลกร้อน” ทำให้แสงแดดมีความร้อนรุนแรงมากขึ้น จึงมีโอกาสมากขึ้นที่จะเกิดอาการหวัดแดดเพราะอุณหภูมิในร่างกายสูง การรู้จักป้องกันตนเองไว้ก่อนจึงเป็นสิ่งที่ดี อาทิ

1. หลีกเลี่ยงการเผชิญแสงแดด หรืออากาศร้อนจัด

2. หากคุณออกไปเผชิญกับความร้อนในยามแดดเปรี้ยง ควรเลี่ยงที่จะเข้าที่เย็น อย่างเย็นออฟฟิศที่มีแอร์ ห้างสรรพสินค้า หรือสถานที่ที่อุณภูมิแตกต่างจากข้างนอกในทันที

3. เลี่ยงสถานที่ที่มีผู้คนแออัด เพราะนอกจากความร้อนแล้ว ยังมีความอบอ้าว อาจทำให้วิงเวียนศีรษะได้

4. การเลือกรับประทานอาหาร การทานเนื้อสัตว์มากเกินไป โดยหวังจะบำรุงร่างกาย อาจเป็นการสร้างภาระให้แก่ม้ามหนักขึ้น ทางที่ดีจึงควรเลือกทานอาหารที่ย่อยง่าย อาทิ ถั่วแดง ฟัก แตงโม ผักกาดขาว และลดปริมาณน้ำเย็นหรือของกินเย็น ๆ เพื่อลดภาระการทำงานของม้ามและกระเพาะอาหาร

ส่วนการปฏิบัติตัวสำหรับคนที่ป่วยเป็นไข้หวัดแดดแล้ว ก็รักษาอาการเหมือนไข้หวัดปกติเลย นั่นก็คือ

พักผ่อนให้พอเพียง

ดื่มน้ำอุ่นมาก ๆ

  รับประทานอาหารร้อน ๆ

ทานยาลดไข้

เช็ดตัวด้วยน้ำอุ่น ก็จะทำให้หายจากอาการเจ็บป่วยได้ง่ายมากยิ่งขึ้นค่ะ

ข้อมูลจาก Kapook.com

แค่งีบหลับก็ช่วยให้ตื่น สดชื่นยิ่งกว่าดื่มกาแฟ

บางครั้งการนอนหลับให้เต็มอิ่มยาวนาน 7-8 ชั่วโมงก็ยังทำให้เราตื่นมาพร้อมกับอาการไม่สดชื่นได้ ยิ่งในวันไหนที่นอนน้อยอาการมึนเบลอยิ่งเล่นงานเราหนักข้อจนเกือบเสียงานเสียการกันไปใหญ่ ซึ่งหากใครกำลังเผชิญกับพลังความอ่อนเพลียอันเนื่องมาจากการอดนอนหรือนอนไม่หลับ ลองงีบกันสักช่วงเวลาสั้น ๆ สิคะ แล้วร่างกายจะรู้สึกสดชื่นตื่นตัวมากขึ้น ทว่าหากใครยังสงสัยว่าแค่งีบหลับจะมีอานุภาพมากขนาดนั้นได้ยังไง เรามีคำตอบมาให้อ่านตรงนี้แล้ว

การงีบหลับในช่วงเวลาสั้น ๆ สามารถปลุกพลังในร่างกายให้เราได้มากกว่า 58% ทั้งนี้ Sara C. Mednick ผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนและนักเขียนหนังสือ Take a Nap ! Change Your Life ให้ข้อมูลมาว่า เพียงการงีบหลับสัก 15-20 นาทีในแต่ละครั้ง ก็สามารถรีเซตระบบการทำงานของสมองและช่วยปลุกความตื่นตัวให้ร่างกายได้ทันทีที่ลืมตาตื่น ความง่วงงุนก็จะหายเป็นปลิดทิ้ง อานุภาพรุนแรงกว่ากินคาเฟอีนเป็นไหน ๆ

 แค่งีบหลับก็ช่วยให้ตื่น สดชื่นยิ่งกว่าดื่มกาแฟ

ทั้งนี้เหตุผลที่การงีบหลับช่วยให้เรารู้สึกสดชื่นเหมือนคนได้พักผ่อนเต็มอิ่มอย่างนั้นก็เพราะว่า ก่อนที่ร่างกายจะเข้าสู่ภาวะอยากงีบหลับ ร่างกายเราจะรู้สึกเหมือนแบตจะหมด หรือเกิดความรู้สึกอ่อนล้าหนักมาก ดังนั้นการผล็อยหลับของเราที่แม้จะเกิดเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ แต่ก็สามารถทำให้ร่างกายหลับสนิทได้ทันทีเหมือนถอดปลั๊ก สมองได้ชัตดาวน์ตัวเองสักพักให้หายเหนื่อยล้า ไม่เหมือนที่เรานอนหลับยาว ๆ ตามปกติ ที่บางคนหัวถึงหมอนแล้วก็ยังนอนกระสับกระส่าย หรือรู้สึกหลับ ๆ ตื่น ๆ ตลอดทั้งคืนซึ่งก็เท่ากับว่าร่างกายไม่ได้รับการพักผ่อนอย่างสมบูรณ์นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม การงีบหลับเพื่อปลุกความสดชื่นให้ร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพควรอยู่ในช่วงเวลาระหว่าง 13.00-15.00 น. เพราะช่วงนี้จะเป็นช่วงที่นาฬิกาชีวิตหรือวงจรการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ต้องการการพักผ่อน ร่างกายและสมองจะมีการตอบสนองช้าลง จึงเหมาะแก่การหลับลึกในช่วงเวลาสั้น ๆ เป็นอย่างดี นอกจากนี้สภาพแวดล้อมที่เราจะงีบสักตื่นก็ควรเป็นที่มืด เงียบสงบ และมีอากาศถ่ายเทสะดวก เพื่อช่วยให้เรางีบหลับได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
webmd
sleep.org
sleepfoundation
artofwellbeing